ผลิตภัณฑ์ Green IT

posted on 16 Sep 2008 19:29 by jeeeeeep

           การตื่นตัวกับปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่นับวันเข้ามาใกล้ตัวผู้คนทุกขณะ ส่งผลให้แนวคิด Green IT เป็นอีกหนึ่งเทรนด์มาแรง โดยผู้ประกอบการในวงการไอทีและสื่อสารจะหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างพร้อมใจกัน ด้วยการผลิตสินค้าที่ลดการก่อเกิดมลพิษ พร้อมเสาะหานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ในการสร้างจุดขายทางการตลาดใหม่ๆ ให้เข้ากับกระแสรณรงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

           “จากข้อมูลของบริษัทวิจัยชั้นนำการ์ทเนอร์ระบุชัดเจนว่า ปีนี้กรีน ไอที จะเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรง โดยจะเห็นอุปกรณ์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกแบบมาเพื่อรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น กินไฟน้อยลง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นซึ่งก็ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการลดใช้พลังงานเช่นกัน”
 
นายสุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการศึกษา บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกให้ฟังถึงเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเสริมเหตุผลที่การ์ทเนอร์ชี้เช่นนั้นด้วยว่า เป็นผลมาจาก 2 ปัจจัย คือเพราะเป็นเทรนด์ ซึ่งถ้าองค์กรใดไม่มองหรือเดินไปตามกระแสดังกล่าวอาจจะทำให้ตกเทรนด์ได้ ขณะเดียวกันก็เป็นกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนรายได้ให้กับองค์กรในอนาคตด้วย
 
ต้องยอมรับว่า การพัฒนานวัตกรรมไอทีเพื่อรองรับกระแสสิ่งแวดล้อมขององค์กรไอทีและสื่อสารในเมืองไทยนั้น เริ่มมาระยะหนึ่งและมีหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยการพัฒนาเป็นสินค้ากรีน ไอที หรือการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากรูปแบบ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและเป้าหมายการลดโลกร้อนในแต่ละองค์กร
 
ทว่าแนวทางหนึ่งที่เห็นได้ชัดและเป็นที่นิยมในวงการไอทีและสื่อสารของเมืองไทยก็คือ ความพยายามในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กรีน ไอทีใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งนอกจากเป็นวิถีที่สอดรับกับกระแสโลกร้อนแบบไม่ให้ตกเทรนด์กันแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า และฉีกตัวเองออกจากคู่แข่งที่เน้นขายสินค้าในแบบเดิมๆ ด้วย
 
เริ่มจากยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลกอย่างกูเกิล และอินเทล ได้ร่วมมือกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง เช่น เดลล์ อิงค์, ฮิวเลตต์ แพคการ์ด อิงค์, ฮิตาชิ, อินเตอร์เนชั่นแนล บิซิเนส แมชชีน คอร์ป (ไอบีเอ็ม), เลอโนโว,ไมโครซอฟท์ คอร์ป, ซันไมโครซิสเต็ม อิงค์ และยาฮู อิงค์ เปิดตัวโครงการผลิตคอมพิวเตอร์ประหยัดไฟ ชื่อว่า "ความคิดริเริ่มผลิตคอมพิวเตอร์เพื่อปกป้องสภาพอากาศ"
 
โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศถึง 54 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่เท่ากับก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ 11 ล้านคัน หรือจากโรงงานผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินขนาดใหญ่ 20 แห่งต่อปี พร้อมทั้งลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ 5,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2553

‘เอชพี’ ชูธง DFE ต้านโลกร้าน
 
หันกลับมาดูความเคลื่อนไหวในเมืองไทยกันบ้าง ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตเทคโนโลยีได้ขับเคลื่อนออกมารับกับกระแสสิ่งแวดล้อม ก็เช่น บริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือเอชพี ที่ประกาศเจตนารมณ์ต่อการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการจัดตั้งโปรแกรมออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ หรือ Design for Environment (DfE) ขึ้น และยังได้ร่วมกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกในการช่วยกันลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมาย ในปี 2553 เอชพีจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอาคารและสถานที่เช่าของเอชพีทั่วโลกลง 15% จากระดับการปล่อยออกมาในปี 2549 เป็นจำนวน 18%


  
                 
ผู้ผลิตสตอเรจ-ดาต้าเซ็นเตอร์   แห่ออกสินค้าระบายความร้อน
           
ขณะเดียวกันค่ายผู้ผลิตเทคโนโลยีรายอื่นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกระแสโลกร้อนที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเช่นกัน โดยต่างพยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นอย่างคึกคัก ดังเช่น บริษัทฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น (เอชดีเอส) ที่มีการนำเข้าอุปกรณ์สตอเรจเพื่อสิ่งแวดล้อม "กรีน สตอเรจ" รองรับกระแสความต้องการลดภาวะโลกร้อน โดยมี "ฮิตาชิ ยูนิเวอร์แซล แพลตฟอร์ม วี" ที่เป็นทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ภายใต้แนวคิด Service-Oriented Storage (SOS) ที่จะทำให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นเพิ่มสตอเรจใหม่ๆ ได้ตามต้องการใช้งานจริง ลดความร้อนจากดิสก์ที่เกินความต้องการ   ตามมาด้วยบริษัทไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ที่บริษัทแม่ถึงกับมีนโยบายจัดสรรงบประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในการวิจัยพัฒนาส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานของระบบไอที ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าที่จะสร้างปัญหาภาวะโลกร้อน โดยในส่วนของประเทศไทยได้ส่งทีมงานไปร่วม 2 คน กับทีมวิศวกรทั่วโลก 850 คนที่จะสร้างความเชี่ยวชาญด้านประหยัดพลังงาน (กรีนทีม)          
 
อีกทั้ง นำเสนอสินค้าและบริการที่จะช่วยองค์กรธุรกิจสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ หรือปรับเปลี่ยนศูนย์ข้อมูลดั้งเดิมแบบเก่าให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประหยัดพลังงาน (กรีนดาต้า เซ็นเตอร์) ตั้งแต่ประเมินระบบที่มีอยู่ การสร้างการใช้ระบบเสมือนจริง (เวอร์ชวลไลเซชั่น) การใช้ซอฟต์แวร์วัดและจัดการการใช้พลังงานของอุปกรณ์ จนถึงการดูแลระบบระบายความร้อนและระบบทำความเย็น         
 


กลุ่มเซิร์ฟเวอร์ ร่วมวงประหยัดพลังงาน
 
นอกจากอุปกรณ์กลุ่มสตอเรจและดาต้าเซ็นเตอร์จะเดินเครื่องร่วมกระแสสภาวะโลกร้อนแล้ว สินค้าในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ยังร่วมใจเกาะกระแสฮิตดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน เริ่มจากบริษัทเดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ใหม่ในรุ่น “PowerEdge 2970” และ “PowerEdge Energy Smart 2970” พร้อมกับเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เสริมฟังก์ชันพิเศษในการจัดการพลังงานอีก 2 รุ่น  คือ PowerEdge 1950 และ 2950 เพื่อลดการใช้พลังงานและต้นทุนปฏิบัติการโดยรวมของระบบลง 20-35%
 
แม้แต่บริษัทฟูจิตสึ คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่นเองก็มีการเปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติประหยัดพลังงานเช่นกัน โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวมีชื่อว่า ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 (PRIMERGY TX120) เป็นเซิร์ฟเวอร์แบบทาวเวอร์ขนาดเล็ก และใช้พลังงานคุ้มค่า ออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดเล็กและโฮมออฟฟิศที่มักไม่มีการจัดสรรพื้นที่ในบริษัทสำหรับดูแลเซิร์ฟเวอร์แยกต่างหากโดยเฉพาะ โดย ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 มาพร้อมกับฟังก์ชันต่างๆ ครบถ้วนเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในกลุ่ม ไพรเมอร์จี ที่ได้รับรางวัลมาก่อนหน้านี้มากมาย ขณะเดียวกันก็ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยลง ปล่อยความร้อนและเสียงรบกวนน้อยกว่าเดิม ที่สำคัญยังประหยัดพลังงานมากกว่า
  
โน้ตบุ๊กก็ใส่หัวใจสิ่งแวดล้อม
 
ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กยังขอเกาะกระแสฮิตนี้ด้วยเช่นกัน เช่น บริษัทอัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) ได้ออกผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กใหม่ ในชื่อ “อีโคบุ๊ค” (EcoBook) ที่ทำจากไม้ไผ่ตามหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้ลดความขัดแย้งระหว่างโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยคอมพิวเตอร์กับความต้องการรักษาและพิทักษ์โลก และสามารถยืดเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ 20-30%


           
“อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศนำความสะดวกสบายมาให้แก่มนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็มักจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมาด้วย ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิต ซึ่งเป็นปัญหาสะสมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆที่เรียกว่ากากขยะ ทั้งนี้ ในปี 2551 ตลาดอุปกรณ์ไอทีจะตอบรับกระแสรณรงค์ช่วยลดภาวะโลกร้อน ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมามากขึ้น”
 
นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บอก และยังเสริมด้วยว่า “อีโคบุ๊ก” นับเป็นตัวแทนความสำเร็จของการพัฒนาการใช้วัตถุดิบของอัสซุส เริ่มจากวิวัฒนาการการใช้โพลีคาร์ บอเนต, อลูมินั่มแมกนีเซียมอัลลอย, คาร์บอนไฟเบอร์, และหนังแท้ มาทำเป็นวัสดุของตัวเครื่องโน้ตบุ๊กรุ่นต่างๆ ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางกายภาพ ความงาม ความรู้สึก และความคงทน ของโน้ตบุ๊กของอัสซุส ในอารมณ์ที่ต่างกัน

ที่มา : http://www.businessthai.co.th/content.php?data=412990_Technology-Digital

Zonbu คอมพิวเตอร์รักษ์สิ่งแวดล้อม

        Zonbu เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก ใช้พลังงานต่ำ ในขณะที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานในระดับปกติทั่วไปได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือเป็นคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมา เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย Zonbu มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าในการใช้งานตามปกติน้อยกว่า 10 วัตต์ และใช้งานอย่างหนักก็จะมีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเพียง 15 วัตต์ เมื่อเทียบกับอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยทั่วไปของเดสก์ท้อปพีซีจะอยู่ที่ 175 วัตต์ Zonbu ผ่านตามข้อกำหนดของ Energy Star และได้รับป้ายทองจาก EPEAT (Electronic Product Environmental Assessment Tool) และยังผลิตด้วยข้อกำหนดของ RoHS ของสหภาพยุโรปอีกด้วย รายละเอียดของ Zonbu รุ่นปัจจุบันมีดังนี้

        • หน่วยประมวลผลที่เข้ากันได้กับ Intel โดยเป็นชนิดที่ประหยัดพลังงานได้สูง
        • หน่วยความจำ RAM ขนาด 512MB
        • หน่วยความจำแบบแฟลชขนาด 4GB สำหรับเก็บข้อมูลหลักของเครื่อง
        • กราฟิกความละเอียดสูงสุด 2048x1536 พิกเซล 16 ล้านสี ความถี่ 75Hz แบบฮาร์ดแวร์พร้อมคุณสมบัติเร่งการแสดงผลไฟล์ MPEG2
        • ช่องสำหรับต่อคีย์บอร์ดและเมาส์
        • พอร์ต USB จำนวน 6 พอร์ต
        • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 10/100Mbps

        ระบบปฏิบัติการของ Zonbu คือ Linux ในดิสทริบิวชั่น Gentoo ที่ใช้ Xfce เป็นสภาพแวดล้อมของเดสก์ท้อป แอพพลิเคชั่นสำหรับใช้งานก็มีมาให้พร้อม ทั้งการใช้งานอินเทอร์เน็ต อีเมล์ IM ออฟฟิศ มัลติมีเดีย และโปรแกรมทางด้านการพิมพ์


ที่มา : http://htm.payap.ac.th/htm2/htmsite/index.php?option=com_content&task=view&id=48&Itemid=9